นักบินอวกาศที่พา StarCraft ออกนอกโลก
เราได้พูดคุยกับ Daniel Barry อดีตนักบินอวกาศที่ได้นำแผ่นเกม StarCraft ทะยานสู่ห้วงอวกาศบนกระสวย Space Shuttle Discovery ในปี 1999 เมื่อเร็วๆ นี้ การเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ของเกมนี้เกิดขึ้นระหว่างภารกิจ STS-96 ซึ่งเป็นภารกิจแรกในการลงจอดที่สถานีอวกาศนานาชาติ ในบทสัมภาษณ์นี้ เราได้พูดคุยถึงความผูกพันระหว่างครอบครัวของเขากับเกม StarCraft ความสำคัญของการไล่ตามความฝัน และเส้นทางที่นำพาตัวเขาและเกมขึ้นไปสู่อวกาศ
ข้อความถอดเสียงของบทสัมภาษณ์นี้ได้รับการแก้ไขเพื่อให้มีความชัดเจน
Daniel Barry, M.D., Ph.D. อดีตนักบินอวกาศ NASA: ผมอยากเป็นนักบินอวกาศมานานตั้งแต่จำความได้ มันเป็นความฝันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ผมเป็นเด็กประเภทที่ชอบกระโดดลงมาจากที่สูงๆ ตลอดเวลา เพื่อพยายามจะบินให้ได้ ตอนผมอายุ 5 ขวบ ผมได้หมวกกันน็อกอเมริกันฟุตบอลเป็นของขวัญวันเกิด เพราะพ่อแม่ไม่อยากให้ผมบาดเจ็บที่หัวอีก ผมไม่ได้เล่นอเมริกันฟุตบอลนะ แค่ชอบกระโดดลงมาจากที่สูงเฉยๆ ผมชอบไปขลุกอยู่ที่สนามบิน เกาะรั้วตาข่ายเหล็กเฝ้าดูเครื่องบินขึ้นลง มันเลยเป็นสิ่งที่ผมอยากทำมาโดยตลอด
ตอนอยู่ ป.1 อะไรๆ ก็ดีไปหมด อันที่จริงแล้ว เพื่อนคนอื่นๆ ทุกคนก็อยากเป็นนักบินอวกาศ ส่วนผู้ใหญ่ก็สนับสนุนดีมาก แบบว่า "เอาสิลูก จัดไป" แต่พอขึ้น ป.6 เหมือนว่าจะเหลือพวกเราแค่ห้าหกคน... ส่วนคนอื่นๆ ก็อยากเป็นนักกีฬาชื่อดังบ้าง ดาราหนังบ้าง พอ [ถึงวัยที่ผมเรียน] ม.6 ผมก็กลายเป็นคนเดียวที่ยังเหลือความฝันนี้อยู่
ผมจำวันที่เดินเข้าไปหาอาจารย์แนะแนวได้แม่นเลย ผมคิดว่าเธอจะบอกขั้นตอนว่าต้องทำยังไงถึงจะได้เป็นนักบินอวกาศ ผมก็เลยตื่นเต้นมาก พอผมเข้าไป เธอก็มองกระดาษแผ่นนั้นแล้วถามว่า "เธออยากเป็นนักบินอวกาศเหรอ" ผมก็ตอบว่า "ครับ นั่นคือสิ่งที่ผมจะทำ" [หัวเราะ] เธอบอกว่า "ครูขอพูดความจริงหน่อยนะ เธอไม่ได้ฉลาดพอจะเป็นนักบินอวกาศ" ผมก็แบบ "อะไรนะครับ" ส่วนครูก็บอกว่า "และเธอก็ไม่แข็งแรงที่พอจะเป็นนักบินอวกาศด้วย" ผมเลยตอบว่า "คือผมก็ไปเข้ายิมฟิตหุ่นได้นะ" แล้วหมัดน็อคสุดท้ายก็มา "และพูดตรงๆ นะ เธอก็หน้าตาไม่ดีพอจะเป็นนักบินอวกาศด้วย" [หัวเราะ] วันนั้นเป็นวันที่เศร้ามากเลย
Barry: ครูเขาไม่ได้อยากจะใจร้ายหรอกครับ แกแค่อยากช่วยเด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ให้ไม่ต้องเจอกับความผิดหวัง เธอคิดว่าเธอกำลังหวังดี พอฟังแบบนั้น ผมก็ไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย และตอนนั้นผมก็จำเป็นต้องเลือกทางเดินชีวิต ผมมีโอกาสที่จะได้ทุนเข้ากองทัพอากาศเพื่อไปเป็นนักบิน
แต่ผมก็ยังไม่ยอมแพ้นะ ผมเลิกบอกคนอื่นว่าผมอยากเป็นนักบินอวกาศ เพราะผมเริ่มรู้แล้วว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าเป็นเรื่องตลก แต่ทันทีที่ผมมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ขั้นต่ำในช่วงอายุ 20 ต้นๆ ผมก็เริ่มยื่นใบสมัครทันที ผมใช้เวลายื่นใบสมัครอยู่ 14 ปี กว่าจะได้เป็นในที่สุด
ผมเคยเขียนจดหมายไปหานักบินอวกาศท่านหนึ่งเพื่อถามเขาว่าผมควรเลือกคว้าโอกาสที่จะเข้าร่วมกองทัพอากาศ หรือผมควรจะมุ่งไปทางวิศวกรรมต่อดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชอบจริงๆ เป้าหมายของผมคือการเป็นนักบินอวกาศ Ed Gibson คือคนที่ผมเขียนจดหมายไปหา แล้วเขาก็ตอบกลับมาเป็นจดหมายพิมพ์ดีดความยาวตั้ง 3 หน้าที่เขียนดีมาก โดยบอกประมาณว่า "ถ้าสิ่งที่คุณอยากทำคือการขับเครื่องบิน ก็จงไปขับเครื่องบินซะ แต่ถ้าสิ่งที่คุณชอบวิศวกรรมจริงๆ ก็จงทำสิ่งนั้น อีกประมาณ 5 ปีนับจากนี้ กระสวยอวกาศจะพร้อมให้ใช้งาน และพูดตรงๆ นะ จะมีนักบิน 2 คนต่อนักวิทยาศาสตร์ 5 คนในทุกเที่ยวบิน ดังนั้น โอกาสมันก็มีอยู่ทั้งสองทางนั่นแหละ" เขาบอกว่า "สิ่งที่คุณต้องทำคือการทำสิ่งที่คุณชอบทำจริงๆ แล้วแรงผลักดันนั้นจะพาคุณไปสู่จุดที่เป็นเลิศที่สุดในโลก ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องเป็น"
ผมเก็บคำแนะนำนั้นมาคิดจริงจังมาก ผมเลยทิ้งเรื่องจะเข้ากองทัพอากาศไปเลย แล้วตอนนั้นแหละที่ผมเริ่มเอาจริง ณ จุดนั้น ผมตัดสินใจว่าในทุกๆ วัน ผมจะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เข้าใกล้การเป็นนักบินอวกาศมากขึ้น ผมทำแบบนั้นอยู่ประมาณ 20 ปีได้ ผมจะไม่ยอมเข้านอนเลยถ้าวันนั้นยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่างที่จะทำให้ผมได้เข้าใกล้การท่องอวกาศมากขึ้น มันอาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างการอ่านบทความ เขียนซอฟต์แวร์ เสนอการทดลอง หรืออะไรก็ได้สารพัด แต่นั่นคือวิธีที่ผมเลี้ยงความฝันให้ยังคงอยู่ เพราะผมจะไม่ยอมปล่อยให้ผ่านไปแม้แต่วันเดียวโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเพื่อเข้าใกล้ความฝันนั้นเลย
อย่างที่รู้กันแหละครับว่าแรงจูงใจมันเปลี่ยนได้ตลอด แต่ในฐานะเด็กคนหนึ่ง ผมสนใจแค่การโบยบิน ไฟ ควัน และการเคลื่อนที่เร็วๆ ทั้งครอบครัวผมชอบนิยายวิทยาศาสตร์กันมาก เราเลยอ่านนิยายแนวอวกาศไซไฟกันเยอะ อะไรทำนองนั้น พอโตขึ้น คุณก็จะเห็นมุมมองที่ต่างออกไป อย่าเข้าใจผมผิดนะ หลายๆ อย่างมันก็เป็นเรื่องของการเคลื่อนที่เร็วๆ มีไฟ ควัน และการลอยตัวในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงนั่นแหละ แต่มีบางส่วนที่ผมเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกัน อย่างเช่นมิตรภาพในทีมที่ทำงานร่วมกัน การที่เรารู้ว่าเพื่อนร่วมทีมพร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเรา มันเป็นความรู้สึกที่ทรงพลังมากที่ได้ไปอยู่ตรงจุดนั้น
มุมหนึ่งของงานที่ผมไม่ค่อยเข้าใจตอนยังเด็ก แต่พอโตขึ้น... มันเป็นงานที่น่าสนใจมากๆ เพราะมันมีส่วนที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถสูง อย่างการศึกษาวงจรไฟฟ้า หรือทำความเข้าใจรูปแบบระบบการทำงานต่างๆ และในขณะเดียวกันก็เป็นงานที่ต้องใช้ร่างกายหนักมาก คุณต้องฝึกใต้น้ำเป็นชั่วโมงๆ เพื่อจำลองการเดินอวกาศ และต้องขับเครื่องบินเจ็ทความเร็วสูงที่ต้องอาศัยความแม่นยำ ผมเลยชอบการได้เป็นนักวิชาการครึ่งวัน แล้วออกไปบินเครื่องบินเจ็ท หรืออยู่ใต้น้ำ หรืออยู่ในยานไร้แรงโน้มถ่วงในอีกครึ่งวันที่เหลือ มันเป็นการผสมผสานกิจกรรมที่วิเศษจริงๆ
เกมที่ผมสนใจมักจะเป็นเกมที่เล่นง่ายแต่เก่งยาก เกมโปรดของผมคือหมากล้อม ผมเล่นหมากล้อมมาตั้งแต่ยังเรียนมหาลัยแยู่ ถ้าพูดกันในระดับโลกแล้ว ฝีมือผมยังแย่มากครับ แต่ผมก็มาถึงจุดที่เล่นได้พอสมควรแล้ว ผมสามารถสอนให้คนเล่นหมากล้อมเป็นได้ภายในเวลาไม่ถึง 5 นาที พวกเขารู้กฎทั้งหมด แล้วเราก็เริ่มเล่นกันได้เลย หนึ่งในข้อดีของหมากล้อมก็คือมันเอื้อให้ผู้เล่นที่มีประสบการณ์ต่างกัน ทำให้เราเล่นแข่งกันได้จริงๆ อย่างการให้คนที่เล่นหมากล้อมมาแล้ว 40 ปีแข่งกับคนที่เพิ่งเล่นเป็นเมื่อ 10 นาทีที่แล้วได้ ผมคิดว่านั่นคือลักษณะของเกมที่ดีจริงๆ
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับฟีเจอร์หลังๆ ของ StarCraft คือความทุ่มเททำเกมเพื่อให้คนเล่นเกมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเกมเมอร์ก็ได้ และยังคงรักษาระดับความยากสุดโต่งในการที่จะก้าวขึ้นเป็นสุดยอดผู้เล่นเอาไว้ ผมว่า Blizzard ในฐานะบริษัท ทำจุดนี้ได้ดีมากจริงๆ ผมเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างการตัดสินใจทุ่มเทเวลาให้ [กับเกม] และมุ่งมั่นทำสิ่งนั้นไปจนเก่ง และชนะการแข่งขันชิงแชมป์เป็นอะไรที่มาคู่กัน ผมคิดจริงๆ ว่าความมุมานะแบบนี้จะทำให้คุณเป็นคนที่ทำอะไรก็ทำจนสำเร็จได้ในโลกจริง
ผมเลือกเอา StarCraft ไปด้วยตอนท่องอวกาศเพราะว่า... คือมันก็มีหลายเหตุผลน่ะ ข้อแรกคือผมชอบเกมนี้มาก แต่ก็นั่นแหละ ผมก็ชอบหลายเกม เหตุผลหลักเป็นเพราะผมมองว่า StarCraft เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผมยังคงเชื่อมโยงกับครอบครัวได้ในขณะที่ต้องเดินทาง
ผมต้องห่างบ้านบ่อยมาก ส่วนหนึ่งเพราะทำงานเป็นนักบินอวกาศ แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะสถานการณ์ครอบครัวเรา ภรรยาผมเป็นอาจารย์อยู่ที่แมสซาชูเซตส์ ผมเลยต้องเดินทางไปมาระหว่างฮูสตันกับแมสซาชูเซตส์เป็นประจำ แล้วพอมีลูก คุณก็ย่อมอยากจะติดต่อพูดคุยกับพวกเขาทุกวัน ผมมักจะอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ปกติผมจะอ่านประมาณชั่วโมงหนึ่ง หรือบางทีก็ชั่วโมงครึ่งก่อนนอน เราอ่านกันจนจบ... คุณรู้ไหมว่า Wizard of Oz มีตั้ง 16 เล่มเลยนะ ผมไม่รู้มาก่อนเลย แต่เราอ่านมันครบทุกเล่ม
อีกอย่างที่เราทำด้วยกันคือการเล่นเกม โดยเฉพาะ StarCraft ที่เป็นเกมที่ผมกับลูกชายเล่นกันเป็นปีๆ เพื่อที่จะได้เล่นสนุกด้วยกัน ผมรู้สึกจริงๆ นะว่า [StarCraft] ทำให้ครอบครัวเราใกล้ชิดกันมากขึ้น แล้วแน่นอน ธีมของเกมมันเกี่ยวกับอวกาศด้วย... มันเลยเข้ากันพอดี StarCraft กับหมากล้อมเป็นสองเกมที่ผมพกไปอวกาศด้วย
ผมตัดสินใจพกเกมไปอวกาศแบบโดยไม่ได้บอก Blizzard มันเป็นแค่สิ่งที่ผมอยากทำเฉยๆ มันเป็นการตัดสินใจในครอบครัวมากกว่า ตอนนั้นเรากำลังเลือกว่าจะเอาแผ่นซีดีอะไรขึ้นไปบ้าง แล้วใครสักคนในบ้านนี่แหละก็พูดขึ้นมาว่า "งั้นเอา StarCraft ไปบินดีกว่า" ผมเลยบอกว่า "ดีเลย!"
ของที่คุณนำขึ้นไปให้คนอื่นจะถูกเก็บเข้าคลัง คุณไม่สามารถหยิบมันออกมาถ่ายรูปได้ด้วยซ้ำ คุณสามารถนำของใส่สิ่งที่เรียกว่าตู้ล็อกเกอร์ลูกเรือเพื่อหยิบออกมาได้แค่ประมาณ 2 ชิ้น แต่คุณจะได้เอาของไปประมาณยี่สิบอย่าง ซึ่งจะถูกเก็บไว้ และไม่มีทางเข้าถึงได้ ก็เลยไม่ได้เล่นเกมครับ
บนกระสวย [อวกาศ] และสถานี [อวกาศนานาชาติ] เรามีแล็ปท็อปก็จริง เราอาจจะเล่นได้ แต่มันคงเป็นเรื่องใหญ่มาก... เพราะเราต้องขออนุมัติจาก NASA เพื่อติดตั้งเกมลงในคอมพิวเตอร์สำหรับการบิน มันคงยุ่งยากเกินไปหน่อย ยังไงก็คงไม่มีเวลาอยู่แล้ว เวลาคุณอยู่ในอวกาศ มันน่าทึ่งมาก มันเป็นสถานที่ที่มหัศจรรย์สุดๆ เราไม่ได้ใช้เวลากับคอมพิวเตอร์ขนาดนั้น
ผมก็แค่เอาแผ่นไปด้วยเฉยๆ หลังจากผมกลับมาถึงบ้าน ผมก็คิดว่า "เอายังไงต่อดีล่ะ เรามีของเยอะแยะเลย" [หัวเราะ] ผมคิดว่า "บางที Blizzard อาจจะอยากได้มันคืนก็ได้นะ" ผมเลยเขียนอีเมลหา Blizzard บอกว่า "เอ้อ ผมเอา [StarCraft] ขึ้นไปอวกาศมาด้วยนะ สนใจจะรับไว้ไหมครับ"
เราเล่นทั้งสองแบบครับ ลูกสาวผมชอบ Warcraft มากกว่า StarCraft แต่เราก็เล่นกันหมดทุกคน เราเล่นเทนนิสกันด้วย บางครั้งเราก็ตีเทนนิสแข่งกันเอง บางครั้งก็เล่นเป็นคู่ ซึ่งเราก็ทำแบบนั้นเหมือนกันใน StarCraft นอกจากนี้ เรายังเล่น [ภารกิจ] เดี่ยวไปด้วยกัน อย่างช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรืออะไรแบบนั้น เราจะนั่งเล่นโหมดเล่นคนเดียว แล้วก็ตะลุยด่านไปสักสองสามบท เราเล่นทุกโหมดเลย เล่นโหมดคนเดียวด้วยกัน เล่น 1v1 เล่นเป็นทีม เล่นครบเลย
ผมรู้สึกว่า Protoss (โพรทอสส์) เล่นง่ายกว่า เวลาที่ไม่ได้เล่นมาสักพักใหญ่ ผมจะเล่น Protoss (โพรทอสส์) ครับ ลูกชายผมใช้ซีจแทงค์เผ่า Terran (เทอร์แรน) เอาชนะผมตลอด ผมเลยเปลี่ยนไปๆ มาๆ แน่นอนว่า StarCraft เป็นเกมที่ต้องเลือกระหว่างการเก็บทรัพยากรเพิ่มหรือจะออกไปโจมตี ซึ่งคุณก็ต้องรักษาสมดุลของสองสิ่งนี้ไว้
หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบมากๆ ของเกมคือ ความต้องเล่นแบบลับๆ ล่อๆ ใช่ไหมล่ะ คุณสามารถใช้ยูนิตล่องหน ล่อให้คนเข้าไป แล้วยิงอาวุธนิวเคลียร์หรืออะไรทำนองนั้นใส่ หรือไอเดียในการส่งกองกำลังตัวล่อออกไปเพื่อให้ศัตรูเทกำลังไปทางนั้น แล้วเราก็บุกตลบหลังตอนจบ ผมคิดว่ากลยุทธ์การทำสงครามหลากหลายรูปแบบพวกนี้มันน่าสนุกมากที่จะลองเล่นดู เราเน้นการทดลองอะไรใหม่ๆ มากกว่าจะเน้นแค่ว่า โอเค 1v1 มาสู้กันให้จบๆ ไป
นั่นแหละครับ หนึ่งในข้อดีของ StarCraft คือคุณจะเล่นแบบทื่อๆ ง่ายๆ แค่ยกพวกไปตีกันให้หัวแตกก็ได้ หรือพอคุณเล่นเก่งขึ้น คุณก็สามารถวางแผนซับซ้อนแยบยลได้มากขึ้น ผมชอบพัฒนาการจากเรื่องง่ายๆ ไปสู่ความซับซ้อนแบบนี้แหละ
[ลูกชายผม] เกิดปี 1985 เขาเลยยังเด็กอยู่มาก ตอนที่เราเริ่มเล่น StarCraft พอโตขึ้น คุณจะเห็นพัฒนาการทางความคิดของเขาไปพร้อมๆ กับความเชี่ยวชาญในเกม StarCraft ผมเคยเอาเกมที่เราบันทึกไว้เมื่อปีก่อนมาเทียบ แล้วคิดว่า "ว้าว ดูสิว่าลูกวางแผนซับซ้อนขึ้นขนาดไหน!" มันเป็นเหมือนวิธีเฝ้าดูลูกๆ ของผมเติบโตเลยล่ะครับ อารมณ์เดียวกับที่คุณเก็บรูปถ่ายตอนพวกเขาอายุ 5 ขวบ 10 ขวบ แล้วก็ 18 ขวบนั่นแหละ ส่วนพวกเราก็บันทึกเกม StarCraft เอาไว้แทน! เราจะย้อนกลับไปดูรีเพลย์กัน และมันก็เหมือนตอนเรารู้สึกอายในงานวันเกิด 16 ปี เพราะแม่เอารูปเราตอน 6 ขวบออกมาโชว์ ลูกผมก็จะแบบว่า "ไม่นะ พ่อต้องลบรีเพลย์อันนี้นะ ผมเล่นห่วยมาก!"
จะว่าไป [ลูกผม]ทั้งสองคนโตขึ้นมาทำงานด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ทั้งคู่เลยครับ และผมคิดว่าการเล่นเกมมีส่วนสำคัญในเรื่องนี้ ทั้งคู่จบปริญญาเอกสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์จาก MIT และตอนนี้ก็ทำงานอยู่ที่บริษัทหุ่นยนต์ในบอสตันทั้งคู่
เราเล่น Warcraft ก่อนจะมาเล่น StarCraft ครับ เรารู้จัก Warcraft ได้ยังไงน่ะเหรอ เอ ผมจำไม่ได้แฮะ แต่เราเล่นกันตั้งแต่ Warcraft I ก็ถือว่าเริ่มเล่นตั้งแรกๆ อยู่นะ
[ลูกชาย] เริ่มเล่นเกมอย่าง Chuck Yeager's Air Combat ตอนอายุ 4 ขวบ ผมกลับบ้านมา เขาก็จะบอกว่า "พ่อ! วันนี้เหมาะกับการบินเนอะ!" ซึ่งเป็นประโยคที่ชัค เยเกอร์ชอบพูดในเกม
ผมว่าเรื่องสำคัญจากมุมมองของผมก็คือ การได้เล่นด้วยกัน ผมคิดว่า [เด็กๆ] ไม่ค่อยได้เล่นเกมไหนที่ผมไม่ได้เล่นด้วยหรอก ส่วนใหญ่เป็นเพราะเมื่อไรก็ตามที่ลูกๆ อยากเล่นวิดีโอเกม ผมจะบอกว่า "ดีเลย มาเล่นกัน!" แล้วเราก็จะเลือกเล่นเกมที่เรามีอยู่แล้ว ถ้าคุณชอบวิดีโอเกม มันเป็นวิธีสานสัมพันธ์ในครอบครัวที่ดีมากเลย เราเลยทำกิจกรรมแบบนั้นกันบ่อยมาก
ผมสอนลูกให้เขียนโปรแกรมกันตั้งแต่เด็กเลย ผมสอนพื้นฐานให้ทั้งคู่ตอนที่อายุได้ประมาณ 4 หรือ 5 ปี จากนั้น Visual Basic ก็ออกมาพอดี ซึ่งมันเยี่ยมมาก แม้แต่เด็ก 6 หรือ 7 ขวบก็สามารถเขียนโค้ดเพื่อสร้างอินเทอร์เฟซภาพบน Windows ได้ เราทำกิจกรรมพวกวิทยาการคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์กันเยอะมาก แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมทำเพราะอยากปั้นให้ลูกฉลาดหรืออะไรแบบนั้นนะ เราแค่ทำเพราะผมชอบ และมันก็สนุกดี
อ้อ ผมชอบมันมากเลยนะ! คือแบบว่า มันไม่ได้สมจริงหรอก แต่ส่วนใหญ่แล้ว มันก็ทำได้ดีเทียบเท่าฉากในภาพยนตร์เลย จริงๆ แล้ว จุดเด่นของStarCraft ไม่ได้อยู่ที่ภาพอวกาศหรอก แต่มันอยู่ที่ความสัมพันธ์ของตัวละครมากกว่า อย่างเรื่องราวของจิม เรย์เนอร์กับซาร่าห์ เคอร์ริแกน และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา ผมว่ามันเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมของ StarCraft สำหรับผมได้เลยนะ ผมว่าภาพกราฟิกเจ๋งอยู่นะ พวกภาพยนตร์อะไรพวกนั้นด้วย แต่ผมคงไม่บอกว่ามันสมจริงหรอก แต่นิยายวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องสมจริงด้วยเหรอ
ครับ ก็เรื่องที่ชวนให้ประหลาดใจตอนที่บิน... มีเยอะอยู่นะ ผมคงบอกว่าเรื่องที่ทำให้ประหลาดใจมากที่สุดตอนบินครั้งแรกคือ ความงดงามของดาวโลกครับ ผมรับหน้าที่เป็นคนดูแลเรื่องภาพและทีวีสำหรับภารกิจ STS-72 ผมเลยใช้เวลาหนึ่งปีกับเหล่าช่างภาพเพื่อดูวิดีโอกับภาพถ่ายของโลก ผมเลยคิดว่าผมรู้ดีแล้วว่าโลกหน้าตาเป็นยังไง แต่พอผมลอยไปที่หน้าต่างบานนั้นเป็นครั้งแรก [เว้นช่วง] คุณรู้ใช่ไหมว่าคนเราจะมีความทรงจำบางอย่างที่ฝังใจไปตลอดกาล นั่นเป็นหนึ่งในความทรงจำเหล่านั้น...
ความงดงามของโลกมันเหนือกว่ารูปภาพใดๆ ที่เราถ่ายกลับมาได้อย่างสิ้นเชิง ความลึกของสีสัน สีเขียวของป่าแอมะซอน สีแทนของทะเลทรายนามิบ สีขาวจากหิมะบนเทือกเขาหิมาลัย สีฟ้าที่เรียงรายกันของชั้นบรรยากาศ... ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย แต่ถ้ามองดูชั้นบรรยากาศ คุณจะเห็นเฉดสีฟ้าแยกเป็นชั้นๆ อย่างน้อย 16 ถึง 20 ชั้นเลยทีเดียว มันแยกเป็นชั้นชัดเจนจริงๆ ครับ มันไล่เฉดตั้งแต่น้ำเงินเทอร์ควอยซ์ที่อ่อนที่สุด ไปจนถึงสีน้ำเงินเข้มที่เข้มที่สุดเท่าที่คุณจะนึกออก ซึ่งภาพถ่ายดิจิทัลและฟิล์มไม่สามารถเก็บช่วงเฉดสีได้ไม่เท่ากับที่ตามนุษย์เห็น แล้วก็ไม่ได้มีช่วงการรับแสงที่กว้างเท่ากับตามนุษย์ ดังนั้น คุณจึงสามารถมองเห็นสีขาวของก้อนเมฆตัดกับความดำสนิทของอวกาศได้ด้วยตาเปล่า แต่กล้องจะทำได้แค่เลือกเก็บแสงส่วนใดส่วนหนึ่ง ไม่ขาวไปเลยก็ดำไปเลย ผมไม่สามารถถ่ายภาพกลับมาให้ดูได้หรอกว่าโลกเราสวยงามขนาดไหน มันเหลือเชื่อจริงๆ
อีกเรื่องที่ประหลาดใจคือผมไม่รู้เลยว่าเราอยู่ที่ไหน เรามองออกไปนอกหน้าต่าง ผมศึกษาภาพถ่ายโลกมาตั้งนาน แต่ก็กลับไม่รู้เลย ผมต้องหันไปดูคอมพิวเตอร์ถึงจะรู้ว่าเราอยู่ตรงไหน แต่ Brian Duffy ที่บินเป็นรอบที่สามก็จะมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วบอกว่า "อ้อ ดูสิ นั่นคือจังหวัดสักอย่างของจีน" หรือ "นั่นไงทะเลทรายนามิบ" ส่วนผมก็จะบอกว่า "ล้อกันเล่นใช่ไหมเนี่ย คุณต้องโกงแน่ๆ" คือผมนึกว่าเขาแค่อำผมเล่น แบบว่าเขาแอบดูคอมพิวเตอร์มาแล้ว เขาบอกว่า "เปล่านะ แค่มองออกไปนอกหน้าต่างสักวันสองวัน เดี๋ยวคุณก็รู้เอง” ซึ่งก็แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ผมจำได้คือแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ ผมรู้สึกว่า "ว้าว! ผมรู้ว่านั่นคืออะไร! ผมรู้ว่าเราอยู่ที่ไหน" หลังจากผ่านไปประมาณ 3 วัน ไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลก ยกเว้นกลางมหาสมุทรสีฟ้ากว้างใหญ่ ผมก็พอจะรู้แล้วว่าเราอยู่ที่ไหน เอาจริง ผมไม่รู้กระบวนการเรียนรู้มันเป็นยังไงนะ แต่สักพักสมองเรามันก็เข้าใจได้เองน่ะ
เรื่องต่อมาที่น่าสนใจและเซอร์ไพรส์นิดหน่อยคือ การหัดบินครับ เรามีอุโมงค์ยาวประมาณ 30 ฟุต ซึ่งสำหรับผมแล้ว มันเหมือนลำกล้องปืนและผมเป็นกระสุน เราต้องบินผ่านอุโมงค์นี่ แต่วันแรกที่คุณทำ คุณจะบินได้ห่วยมาก คุณจะชนกำแพง หัวโขกกับผนังกั้น จนมีรอยช้ำและรอยบาดเต็มตัวเมื่อจบวัน แต่พอวันเวลาผ่านไป คุณจะรู้สึกได้เลยว่าตัวเองเก่งขึ้นเรื่อยๆ พออยู่ครบอาทิตย์ คุณจะบินได้เหมือนซูเปอร์แมนเลย มันงดงามมาก วิเศษมาก! เป็นความรู้สึกเหมือนว่ามีพลังวิเศษเลยครับ เราเล่นควิดดิชกันแบบไม่มีไม้กวาด เราเคลียร์ส่วนบรรทุกของในยาน แล้วก็เล่นควิดดิชกัน แบบว่า โยนลูกสนิชเข้าไป พยายามไล่จับมัน ผลักคนอื่นให้พ้นทาง แล้วทุกคนก็บินกันว่อน ความรู้สึกอิสระและความมหัศจรรย์ที่เรารู้สึกว่าบินได้ มันน่าทึ่งสุดๆ ครับ
ผมว่าการฝึกและระบบจำลองช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับการอยู่ในอวกาศได้ดีเลย แต่ผมไม่คิดว่ามันจะให้ความรู้สึกเหมือนสภาพไร้แรงโน้มถ่วงจริงๆ สักเท่าไหร่ ยกเว้นยานไร้แรงโน้มถ่วงที่รู้สึกเหมือนอยู่ในภาวะไร้น้ำหนักจริงๆ แต่ก็ได้แค่ทีละ 30 วินาทีนะ เวลาคุณลงไปฝึกใต้น้ำ แล้วลอยตัวตามธรรมชาติ สิ่งต่างๆ ที่คุณต้องทำจะให้ความรู้สึกคล้ายกับตอนทำในอวกาศมาก แต่พอคุณสวมชุดอยู่ คุณจะรับรู้ถึงแรงโน้มถ่วงได้เป็นอย่างดี ชุดมีแรงลอยตัวอยู่ แม้ว่าคุณจะลอยตัวได้ตามธรรมชาติในน้ำ และลอยอยู่กลางน้ำก็ตาม แต่ชุดก็มักจะมีแนวโน้มที่จะพลิกตัวคุณไปในทิศทางที่อากาศในชุดมันไหลไป ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณกลับหัวทำงานในน้ำ มันจะรู้สึกไม่สบายตัวมากๆ เลือดจะไหลลงหัว ไหล่ต้องรับน้ำหนักเยอะ คุณอาจจะช้ำได้ เราเลยมักจะไม่ทำท่าแบบนั้น แต่พอไปทำในอวกาศจริงๆ การกลับหัวมัน[ไม่มีความรู้สึกอะไรเลย]
เวลาคุณดันตัวออกจากกำผนังใต้น้ำ คุณจะพุ่งไปได้นิดเดียวแล้วก็หยุด แต่ถ้าทำแบบนั้นในอวกาศ คุณจะลอยไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไปชนผนังอีกด้าน ดังนั้นการเตรียมตัวจึงถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ในแง่ของการเรียนรู้สิ่งที่ต้องทำ แต่มันไม่ดีในแง่ของการสอนว่าภาวะไร้น้ำหนักจริงๆ เป็นยังไง เพราะจริงๆ แล้วมันมีการฝึกที่ให้ผลตรงข้ามอยู่ด้วย โดยเฉพาะเรื่องความหนืดของน้ำ
ผมว่าตัวอย่างที่ดีที่สุดที่ผมมีน่าจะเป็นเรื่องการจัดระเบียบร่างกายเพื่อทำงานครับ เวลาอยู่ในน้ำ คุณจะต้องจับราวจับที่ติดอยู่ตามตัวกระสวยอวกาศ แล้วใช้ข้อมือในการจัดท่าทางร่างกาย ซึ่งมันกินแรงมาก และพอต้องทำแบบนั้นอยู่ 6 หรือ 8 ชั่วโมง ปลายแขนของคุณก็จะหมดแรง คุณเลยใช้เวลาเป็นปีๆ ในการเล่นแขนให้ล่ำแบบป๊อปอาย แต่นั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกหรอกครับ คุณไม่ควรจะต้องออกแรงฝืนขนาดนั้น
ในช่วงสองสัปดาห์ก่อนการบินครั้งแรกของผม ซึ่งมีกำหนดการต้องออกไปเดินอวกาศ ที่ปรึกษาของผม Story Musgrave เห็นผมที่เครื่องถ่ายเอกสาร แล้วก็ถามผมว่า "มีคำถามอะไรไหม" ผมเลยบอกไปว่า "มีครับ Story คือเราจะจัดระเบียบร่างกายเพื่อทำงานยังไงให้มันเวิร์คน่ะ" แล้วเขาก็บอกว่า "อ้อ นายไม่รู้เรื่องดิจิทัลแท็บสินะ!"
กลายเป็นว่าสิ่งที่คุณต้องทำจริงๆ ก็คือ คุณต้องจับราวไว้เบาๆ แล้วยืดแขนขึ้นไปประมาณหกนิ้วด้านบน แล้วแตะไปที่โครงสร้างเบาๆ แรงนั้นจะทำให้ร่างกายของคุณเริ่มหมุนในอัตราความเร็วคงที่ แล้วพอคุณอยากจะหยุด คุณก็แค่เอื้อมมือไปข้างหลังสัก 6 นิ้วแล้วแตะอีกทีเพื่อหยุด ดังนั้น คุณต้องไม่ได้ออกแรงมั่วๆ แต่คุณใส่แรงแบบกะปริมาณเป็นจังหวะ ซึ่งคุณต้องฝึกก่อนออกไปข้างนอกนั่น แตะหนึ่งครั้งด้วยแรงประมาณนี้ ถ้าอยากหมุนเร็วขึ้นสองเท่า ก็แตะสองครั้ง และมันได้ผลดีเยี่ยมเลยครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำใต้น้ำไม่ได้เลย
อันที่จริงแล้ว ตอนที่ผมขึ้นไปอยู่บนวงโคจร Story เป็นคนคุมการสื่อสาร ผมเลยเรียกไป "Story... ฮูสตัน 82 ฮูสตัน 82 ดิจิทัลแท็บนี้ได้ผลดีมาก" เสียงเงียบไปสักพัก แล้ว Story ก็ตอบกลับมาว่า "...เรารู้อยู่แล้ว Dan"
การจำลองที่เราฝึกสำหรับการปล่อยตัวและการกลับสู่โลกเป็นเหมือนซูเปอร์วิดีโอเกมเลยล่ะ เพราะคุณมีคน 4 คนนั่งอยู่ในห้องนักบินจำลอง บนเครื่องจำลองที่เคลื่อนไหวได้จริง และมีกลุ่มครูฝึกสุดเฮี้ยบที่พยายามจะทำให้คุณตายคาเครื่อง และสอนให้คุณทำงานเป็นทีมไปในตัว ลองนึกภาพว่ามีพวกคุณ 4 คนนั่งอยู่ในห้องนักบินกระสวยอวกาศที่จำลองมาเป๊ะๆ พร้อมภาพกราฟิกสวยงาม ติดตั้งอยู่บนระบบไฮดรอลิกที่เวลาคุณจุดระเบิดไอพ่น คุณจะรู้สึกถึงแรงกระแทกจริงๆ และตอนนี้พวกคุณต้องทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยมีครูฝึกมืออาชีพที่รู้จักระบบพวกนี้ดีเหมือนหลังมือตัวเอง คอยเคี่ยวเข็ญคุณวันแล้ววันเล่า นั่นคือวิธีที่คุณจะได้เรียนรู้การรับมือเมื่อคอมพิวเตอร์ล้มเหลว พร้อมกับระบบจ่ายไฟล้มเหลว แล้วระบบไฮดรอลิกก็ล้มเหลว และจู่ๆ คอมพิวเตอร์อีกตัวก็พังตามไปอีก แปลว่าตอนนี้มีคอมพิวเตอร์สองเครื่องที่บอกหนึ่งอย่าง กับอีกสองเครื่องที่บอกอีกอย่าง คุณจะเชื่อคอมคู่ไหน จะสลับยังไง แล้วจะสื่อสารยังไงเพื่อไม่ให้การสื่อสารล้มเหลว แค่พูดสิ่งที่กระชับ ตรงประเด็น และพูดเฉพาะตอนที่จำเป็นต้องพูด... มันสุดยอดมาก และประสบการณ์การเล่นวิดีโอเกมนี่แหละคือสิ่งที่ควรมีเพื่อเตรียมตัวก่อนไปอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น
มีคนถามผมว่าผมกลัวที่จะบินไหม คำตอบคือไม่ คือผมก็กลัวเวลาเห็นเพื่อนบิน แต่พอคุณอยู่ตรงนั้นจริงๆ มันจะรู้สึกตื่นเต้น รู้สึกพร้อมมาก... ผมไม่กลัวที่จะบินเลย แล้วก็มีคนถามอีกว่า "กลัวไหมว่าจะทำพลาด" ส่วนคำตอบสำหรับเรื่องนั้นคือ ในการบินครั้งแรก ผมไม่ได้มีหน้าที่เยอะนักตอนปล่อยตัว ผมเป็นแค่ผู้โดยสาร แต่พอคุณได้ขึ้นไปนั่งที่ห้องนักบิน และถึงวันที่คุณรู้ว่าต้องรับบทวิศวกรการบิน ทีมฝึกจะฝึกฝนคุณจนถึงจุดที่ผมมองไปที่เก้าอี้ตัวนั้นแล้วพูดว่า "ผมคือคนที่เก่งที่สุดในโลกที่จะทำหน้าที่นี้ ณ เวลานี้ ไม่มีใครทำได้ดีกว่าผมแล้ว เมื่อ 6 อาทิตย์ก่อนอาจจะมีคนเก่งกว่า และอีก 6 อาทิตย์ข้างหน้าก็จะมีคนเก่งกว่า แต่ในวินาทีนี้ ไม่มีใครในโลกรู้จักงานนี้ดีไปกว่าผม" ถ้าผมทำพัง คนอื่นก็คงทำพังเหมือนกัน พวกเขาจะพาคุณไปสู่ระดับความมั่นใจที่ผมหวังว่าคุณจะมีสักครั้งในชีวิต ความรู้สึกที่ว่า "ส่งบอลมาเลยโค้ช ผมชู้ตลูกนี้ลงแน่นอน" คือคุณจะรู้สึกว่าคุณคือคนที่เก่งที่สุดในโลกในเรื่องนั้นๆ มันเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมมากครับ
ผมเล่นแล้ว เราเล่นจบ [แคมเปญ] StarCraft II จนจบเลย แต่เราไม่ได้เล่นเยอะเท่าภาคแรก เพราะตอนที่ StarCraft II ออกมา ลูกๆ ผมเข้ามหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว ไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันแล้ว เลยไม่ได้มีเวลาให้ทำอะไรร่วมกันแบบนั้น ลูกสาวผมแต่งงานแล้ว ซึ่งพวกเขาก็มีคนอื่นที่อยากใช้เวลาด้วย เราเลยไปเล่นเกมที่เล่นได้หลายๆ คนแทน เราเลยไม่ได้เล่น StarCraft II เยอะเท่าตอนที่เราเล่น StarCraft แต่เราเล่นเนื้อเรื่องจนจบนะ จริงๆ แล้วเราเล่นกันช่วงคริสต์มาสปีหนึ่ง นั่งลงแล้วเล่นตะลุยไปทีละซีรีส์ที่ออกมา เราเล่นโหมดเล่นคนเดียวจนจบครบหมดเลยครับ แต่เราไม่ได้เล่นแข่งกันเองแบบ 1v1 เยอะเท่ากับเล่นพวกโหมดทีม เราก็มีเล่นโหมดทีมกันบ้างนะ แต่ไม่ค่อยได้ดวลกัน 1v1 ครับ
StarCraft II เป็นเกมที่บ้านเราตั้งตารอคอยกันมากครับ [หัวเราะ] นั่นแหละ เรารอเกมนี้กันนานมาก ไม่รู้สิ... แก่นแท้ของวิธีการเล่นของเรา ถ้าให้เทียบ StarCraft กับ StarCraft II มันไม่ได้แตกต่างกันขนาดนั้น ยกเว้น [ด้าน] การร่วมมือ และในช่วงรอยต่อระหว่างภาคนั้น ก็มีเกมอื่นออกมาที่เราเล่นแบบร่วมมือกันvp^jแล้ว
ผมว่ามันเป็นแค่จักรวาลที่ใหญ่ขึ้น มีอะไรเยอะขึ้น แล้วเส้นเรื่องก็พัฒนาขึ้นเยอะใน StarCraft II พอเทียบกับ StarCraft ความสัมพันธ์ระหว่างเรย์เนอร์กับเคอร์ริแกนถูกขยายความขึ้นมา ทำให้เนื้อเรื่องบางส่วนน่าสนใจมาก และแน่นอนว่าระดับของเกมเพลย์ก็ซับซ้อนลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมมาก แต่สิ่งสำคัญที่ว่าทำไมเราถึงเล่น และเราเล่นยังไง ไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนไปเลยระหว่าง StarCraft และ StarCraft II
ผมคงบอกว่าเกมเพลย์ของสองเกมนี้ไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น อย่างน้อยก็สำหรับผม ในฐานะผู้เล่นที่ไม่ได้เก่งขนาดนั้น ผมว่าสิ่งที่ทำให้ผมสนใจ Protoss (โพรทอสส์) คือมันดูเท่ดี การที่อยู่ๆ มันก็วาร์ปมาแบบนั้น ผมชอบน่ะ แล้วจริงๆ มันก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ในแต่ละวันด้วย แบบว่า ถ้าคุณรู้สึกเพ้อฝัน อยากไปอวกาศ ก็เล่น Protoss (โพรทอสส์) แต่ถ้าวันไหนอยากสวมบทนายพลแพตตันแล้วก็ลุยแหลก ก็เล่น Terran (เทอร์แรน) และถ้าคุณอยากได้ความรู้สึกแบบ Apocalypse Now คุณก็เล่น Zerg (เซิร์ก)
หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ StarCraft คือการที่คุณเลือกเล่นตามอารมณ์ในวันนั้นได้เลย ผมว่าการที่ StarCraft II ออกมาในแบบที่คุณต้องเล่น Terran (เทอร์แรน) ก่อน แล้ว Zerg (เซิร์ก) แล้วถึงเป็น Protoss (โพรทอสส์) มันเจ๋งดีในแง่ที่ว่า ในแง่ที่ว่า พอภาค Terran (เทอร์แรน) ออกมา คุณก็มีทักษะการเล่นเผ่า Terran (เทอร์แรน) พร้อมแล้วจากการที่ได้เล่นแคมเปญเดี่ยว มันเป็นวิธีที่ดีนะ ในแง่ของการเริ่มเล่นจากอะไรง่ายๆ แล้วเพิ่มระดับจนยากที่จะเชี่ยวชาญได้ การโฟกัสแค่ Terran (เทอร์แรน) ในช่วงแรกค่อนข้างเป็นบทช่วยสอนได้ดีเลย พอมาถึงภาคที่สามที่ Protoss (โพรทอสส์) ออกมา คุณก็จะรู้สึกว่าเล่นฝั่ง Terran (เทอร์แรน) กับ Zerg (เซิร์ก) เป็นแล้วจริงๆ ผมว่ามันเป็นกระบวนการการเรียนรู้ที่ดีเลย
ผมก่อตั้งบริษัทวิทยาการหุ่นยนต์ ซึ่งก็เป็นไปได้ด้วยดี และแน่นอนว่าสิ่งที่คุณเจอเวลาเล่น StarCraft ก็จะเป็นสิ่งที่เจอเวลาสร้างหุ่นยนต์เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ที่ควบคุมด้วยรีโมตก็จะไม่เหมือนหุ่นยนต์ที่ทำงานอัตโนมัติ ซึ่งมันคล้ายมากๆ กับการบังคับซีลอทเดินเอง เทียบกับการสั่งให้มันไปโจมตีแล้วคุณค่อยกลับมาดูผลงานเป็นพักๆ พอลองคิดแบบนี้ ก็ดูจะเป็นการเปรียบเทียบกับการทำหุ่นยนต์ได้ดีอยู่นะ เรามีระดับของความเป็นอิสระ และพองานเริ่มยากขึ้นสำหรับหุ่นยนต์ เราก็ต้องเข้าไปแทรกแซงการทำงานของหุ่นยนต์บ่อยขึ้น พูดง่ายๆ คือการควบคุมรายละเอียดปลีกย่อย เทียบกับกลยุทธ์ภาพรวม
พอคุณทำให้ผมคิดเรื่องนี้ขึ้นมา มันอาจจะดีก็ได้ ถ้าเราลองใช้ AI เอนจิ้นของเกมมาใช้จัดการงานอัตโนมัติของหุ่นยนต์ดูบ้าง ไอเดียเข้าท่าแฮะ เดี๋ยวผมต้องไปลองศึกษาดูหน่อยแล้ว!
ตอนนั้นผมอยู่ญี่ปุ่น ที่โตเกียว และแน่นอน คุณรู้ว่าเวลามันต่างกัน ส่วน [ลูกชายผม] อยู่บอสตัน ไม่เขาก็ผมต้องมีคนหนึ่งตื่นเช้าตรู่ เราถึงจะหาเวลาเล่นด้วยกันได้ ตอนนั้นเช้าตรู่ที่บอสตัน และเป็นช่วงดึกที่โตเกียว เรากำลังเล่นเกมโหมดร่วมมือกันอยู่ เกมกำลังไปได้สวยเลย เราเล่นกันได้ดีมาก
ผมไม่มีวันลืมเลย เขาพูดขึ้นมาว่า "พ่อ ผมต้องไปโรงเรียนแล้ว" เพราะมัน 7 โมงเช้าแล้วใช่ไหมครับ ผมเลยบอกว่า "ช่างเรื่องเรียนเถอะ เราต้องชนะด่านนี้ให้ได้!" เขาก็บอกว่า "โอเค!"
แล้วเราก็เล่นกันต่อ จากนั้นผมก็เริ่มได้ข้อความจากภรรยา บอกประมาณว่า "คุณทำอะไรของคุณเนี่ย" ผมก็บอกว่า "โธ่คุณ เรากำลังติดพันเลย" เธอก็บอกว่า "ลูกต้องไปโรงเรียนนะ!" ผมเลยพิมพ์ไปว่า "ฟังนะ คุณลองมองข้ามไหล่ลูกดูสิ ดูว่าเขาต้องใช้ความคิดขนาดไหนในการวางแผนโจมตีฐานสุดท้ายนี่ ถ้าคุณคิดว่าเขาจะได้เรียนรู้จากการไปโรงเรียนตอนนี้มากกว่า งั้นผมจะปิดเกมแล้วไล่เขาไปโรงเรียน แต่ถ้าคุณคิดว่าเขาจะได้เรียนรู้มากกว่าจากการหาวิธีเอาชนะพวก Zerg (เซิร์ก) นี่ งั้นให้เราเล่นให้จบ แล้วค่อยให้เขาไปโรงเรียนสายหน่อยวันนี้"
เธอก็ไปดู แล้วตอบกลับมาว่า "ก็จริงของคุณ" [หัวเราะ] เราเลยเล่นกันต่ออีกสองสามชั่วโมงและเขาก็ไปโรงเรียนสาย แต่บางครั้ง คุณก็ต้องหาวิธีที่จะทำให้เด็กๆ ใฝ่เรียน มันไม่ใช่การสอนให้เขารู้จักคูณเลข แต่มันคือการสอนให้เขาอยากคูณเลข เพื่อที่เขาจะเอาไปแก้ปริศนาที่เขาต้องการจะแก้ให้ได้ ซึ่ง StarCraft ทำหน้าที่นั้นได้อย่างยอดเยี่ยม ถูกไหม มันเป็นเกมที่ต้องใช้สมองนะ และแนวคิดเรื่องการคิดวิเคราะห์วางแผนเชิงลึกเนี่ย ผมว่าคนส่วนใหญ่มองวิดีโอเกมว่าเป็นแค่... การขยับมือเร็วๆ นั่นแหละที่พวกเขาคิดผิด ผมรู้สึกจริงๆ ว่าวันนั้น [ลูกชาย] จะได้เรียนรู้มากกว่าการไปนั่งท่องสูตรคูณหรืออะไรเทือกนั้นเป็นหมื่นเท่า จากการพยายามแก้ปริศนาในเกม
ไม่ได้จะบอกว่าคณิตศาสตร์ไม่สำคัญนะครับ แค่จะบอกว่าแรงจูงใจในการเรียนวิชาการสำหรับผม และผมคิดว่าสำหรับลูกและภรรยาผมด้วย คือการแก้ปริศนา เหมือนแบบ คุณอยากไขปริศนานี้ให้ได้ แต่คุณแก้ไม่ได้ เพราะคุณไม่มีเครื่องมือ คุณเลยต้องไปโรงเรียนเพื่อเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือ แล้วกลับมาแก้ปริศนาของคุณ นั่นแหละคือประเด็น นั่นคือปรัชญาที่ผมยึดถือมานาน ทำสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำในตอนนี้เพื่อให้เก่งขึ้นในสิ่งที่คุณอยากจะเก่ง มันเป็นแรงบันดาลใจที่ดีสำหรับความสำเร็จทางวิชาการเลย
ครับ การจบลงของเรื่องราวมันก็น่าเศร้านิดหน่อย เหมือนเวลาคุณอ่านนิยายชุดแล้วมันจบลงในที่สุด... คุณจะแบบ "โธ่ จบแล้วเหรอ" แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ดีที่ได้เห็นปมทุกอย่างคลี่คลาย มันเป็นความพึงพอใจที่ได้รู้ผลลัพธ์ ผมว่ามันจบสวยมากๆ เลยนะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องการ เราคงไม่อยากให้มันไปถึงจุดที่รู้สึกว่า "อ๋อ ไม่สนใจแล้ว นี่ปาไปตอนที่ 32 แล้ว มันไม่ได้สำคัญอะไรอีกแล้ว
ผมชอบตอนจบของมันนะ ถึงจะเศร้าที่ไม่มีเส้นเรื่องกับ [ภารกิจ] เดี่ยวให้เล่นต่อ แต่ก็ย่อมมีสิ่งใหม่ๆ รออยู่ที่เส้นขอบฟ้าเสมอ ผมชอบตอนจบที่สวยงาม ซึ่งก็คิดว่า StarCraft II ทำได้แบบนั้นเลย
ในแง่ของการไปดาวอังคาร การตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร อะไรแบบนั้น... ตอนผมโตมา ผมคิดว่ามันจะเป็นงานของผมในฐานะนักบินอวกาศซะอีก ผมคิดว่า "อืม เราก็ไปถึงดวงจันทร์แล้ว..." ผมนึกว่าผมจะได้ไปเหยียบดาวอังคารแน่ๆ ดูเหมือนมันจะเป็นเป้าหมายที่อีก 20 ปีถึงจะเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา แต่จริงๆ มันเป็นคำถามเชิงการเมืองมากกว่าทางเทคนิค ผมคิดว่าเราไปดาวอังคารวันนี้เลยก็ได้ เรามีเทคโนโลยี มีจรวดที่ทำได้ หรืออย่างน้อยก็มีองค์ความรู้ที่จะสร้างจรวดเพื่อทำแบบนั้น แน่นอนว่าเรามีเทคโนโลยีที่จะเอาชีวิตรอดในถ้ำหรืออะไรทำนองนั้น ผมคิดว่ามันอยู่ที่เจตจำนงทางการเมืองมากกว่าขีดความสามารถ
อีกหนึ่งคำถามคือ ไปทำไม มีหลายๆ คนที่บอกว่า "แค่ส่งหุ่นยนต์ไปก็ได้นี่! ถ้าจะไปเพื่อวิทยาศาสตร์ ก็ส่งหุ่นยนต์ไปสิ!" คนอีกกลุ่มก็บอก "หุ่นยนต์มันทำงานไม่ได้ขนาดนั้นหรอก" แล้วก็เถียงกันไปมา ผมว่ามันเป็นข้อโต้แย้งที่ฟังไม่ขึ้นครับ เพราะถ้าสิ่งที่คุณอยากได้คือก้อนหินจากดาวอังคาร ใช่ครับ ส่งหุ่นยนต์ไปเก็บมา นั่นคงเป็นวิธีที่ถูก แต่ผมไม่คิดว่านั่นคือประเด็นของการไปดาวอังคาร มีเหตุผลสองข้อที่เราควรไปดาวอังคาร อย่างแรกเลยคือ ถ้าเราไปและเจอหลักฐานชัดเจนว่าเคยมีสิ่งมีชีวิตบนนั้น และสิ่งมีชีวิตนั้นแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตบนโลกโดยสิ้นเชิง เช่น ไม่ได้ใช้ DNA หรือ RNA หรือมีกรดอะมิโนต่างกัน อะไรก็ตามที่พิสูจน์ว่าชีวิตกำเนิดขึ้นเองบนดาวอังคาร เราก็จะรู้ว่าชีวิตสามารถกำเนิดขึ้นได้เองในสองสถานที่ที่ต่างกัน ดาวโลกและดาวอังคาร ถ้ามันเกิดขึ้นได้สองครั้ง แปลว่ามันต้องมีอยู่ทั่วกาแล็กซี และมนุษย์ต่างดาวก็มีจริง เราแค่ยังฟังไม่ถูกคลื่นความถี่เท่านั้นเอง เราก็จะตอบคำถามได้แล้วว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว
ถ้าเป็นอีกแบบ ถ้าเราไปดาวอังคารแล้วไม่พบสิ่งมีชีวิตเลยแม้แต่น้อยและเราพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงตามสมมติฐานที่ว่าเมื่อล้านปีก่อนดาวอังคารเคยอบอุ่นและชุ่มชื้นเหมาะแก่การดำรงชีวิต แต่ชีวิตกลับไม่เคยเกิดขึ้นเลย เราก็ต้องมาฉุกคิดแล้ว... มันดูเหลือเชื่อนะ แต่บางทีอาจจะมีแค่เราจริงๆ ก็ได้
ถ้าเป็นกรณีหลัง เหตุผลข้อที่สองในการไปดาวอังคารจะสำคัญมาก ถ้าเราไปตั้งอาณานิคมอิสระที่อยู่รอดได้แม้โลกจะล่มสลาย เราก็สามารถกำจัดความเสี่ยงที่เผ่าพันธุ์จะสูญพันธุ์จากภัยพิบัติครั้งเดียวได้ ตอนนี้ หายนะแค่ครั้งเดียวก็ทำให้เราสูญพันธุ์ได้ทั้งสปีชีส์แล้ว อุกกาบาตพุ่งชนโลก ระบบนิเวศพังทลาย การก่อการร้ายทางชีวภาพ มันจะฆ่าทุกคน เพราะทุกคนอยู่บนโลก แต่ถ้าเราไปอยู่บนดาวอังคารด้วย ก็จะไม่มีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เราได้ พูดง่ายๆ คือ เราการันตีความเป็นอมตะของเผ่าพันธุ์มนุษย์ เราจะออกเดินทางไปยังส่วนที่เหลือของกาแล็กซี สักวันจิม เคิร์กจะถือกำเนิดขึ้นมา นั่นแหละ เหตุผลที่จะไปดาวอังคาร นั่นคือเหตุผลที่จะต้องมีอาณานิคมแยกออกไป และ นั่น คือเหตุผลที่หุ่นยนต์ทดแทนมนุษย์ไม่ได้ ผมเลยคิดว่าไอเดียการหาคำตอบว่ามีแค่เราเท่านั้นในจักรวาลหรือไม่ และการทำให้สปีชีส์ของเราเป็นอมตะ เป็นเหตุผลที่น่าจะเหมาะสมต่อการไปหาคำตอบ ผมว่าเราจะไปนะ… เราจะไปให้ถึง
เรื่องหนึ่งที่เรายังไม่ได้คุยกันคือตอนที่ผมไปเยี่ยม Blizzard ครับ ผมแวะไปเยี่ยม แล้วก็ได้เจอ Tony Hsu, Mike Morhaime แล้วก็ Chris Sigaty มันเยี่ยมมากเลย! ที่จริงแล้ว [ลูกชาย] กับผมไปกันทั้งคู่เลย คุณมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่มีแผ่นซีดีที่ผมพกไปบินด้วย แล้วก็ของชิ้นอื่นๆ อีกเพียบ
แค่เดินไปตามโถงของ Blizzard ก็เป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมแล้ว! มีโมเดลของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่คุณเคยเห็นบนหน้าจอ แต่ไม่เคยเห็นของจริงตั้งอยู่เต็มไปหมด การได้เจอผู้คนเป็นเรื่องวิเศษมาก ผมไม่รู้เลยว่าความลึกซึ้งของงานศิลปะ งานเสียง ดนตรี องค์ประกอบ สตอรี่บอร์ด และประวัติศาสตร์... ความเชี่ยวชาญของผู้คนที่เราเจอที่ Blizzard มันน่าทึ่งมากเลย แค่ได้คุยกับศิลปิน ได้เห็นว่าพวกเขาสร้างตัวละครและสิ่งมีชีวิตขึ้นมายังไง ได้ฟังเพลงประกอบยุคแรกๆ การได้แวะไปตามโต๊ะทำงานของแต่ละคน ซึ่งทุกคนมีของสะสมจาก Warcraft และ StarCraft และอุปกรณ์เกมอื่นๆ เต็มไปหมด ถ้าคุณทำงานที่นั่นนานพอ คุณจะได้ดาบใช่ไหม คุณจะได้โล่กับดาบ... มีคนตั้งชุดเกราะไว้ในออฟฟิศด้วยนะ!
และแน่นอนว่าเราได้ไปเล่นเกมกัน [เรา] ได้เล่น StarCraft แข่งกับคนที่สร้างเกมนี้ขึ้นมา! มันเจ๋งมาก จากนั้นเราก็ไปทานมื้อกลางวันที่โรงอาหาร คุยกับคนที่หลงใหลในสิ่งที่พวกเขาทำ
ที่ NASA ผมอยู่ท่ามกลางคนที่รักในการเดินอวกาศเหมือนกับผม ซึ่งเป็นเหล่าผู้คนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตกับการคิดเรื่องพวกนี้ การได้อยู่ท่ามกลางคนเหล่านี้ สิ่งที่คุณสนใจที่สุดในโลกจะเป็นหัวข้อบทสนทนาตลอดทั้งวัน มีกองทัพของคนที่สนับสนุนให้คุณออกบินไปอวกาศ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดในการอยู่ NASA การได้เพลิดเพลินไปกับกลุ่มคนที่รักอะไรเหมือนๆ กัน ผมเห็นสิ่งนั้นที่ Blizzard นี่คือสถานที่ที่คุณสัมผัสได้ถึงความหลงใหล ผมไปที่นั่น แล้วก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเกมพวกนี้ถึงดีขนาดนี้ นั่นเพราะคนที่สร้างมัน ไม่ได้ทำงานแค่เช้าชามเย็นชาม พวกเขากำลังทำในสิ่งที่พวกเขารัก พวกเขาใส่ใจจริงๆ ว่าเกมต้องเล่นสนุก ภาพต้องสวย สมดุลเกมต้องดี และผู้เล่นต้องได้รับประสบการณ์ที่ดี พวกเขาเข้าใจว่านี่ไม่ใช่แค่งานงานหนึ่ง แต่เป็นงานที่มีความหมาย และความรู้สึกนั้นก็ส่งผ่านมาอย่างชัดเจน ในขณะที่คุณได้พบปะกับพวกเขาครับ